โดยปกติแล้ว ภายในลูกตาของเราจะมีการสร้างของเหลวที่ใสเป็นน้ำขึ้นมา และขับออกไปเพื่อรักษาความสมดุล และความดันภายในลูกตาให้อยู่ในสภาวะปกติ ซึ่งถ้าหากน้ำในลูกตาถูกสร้างขึ้นมาเรื่อยๆ แต่ไม่สามารถระบายออกได้มากพอ จนเกิดการคั่งของน้ำ จะทำให้ความดันภายในลูกตาสูงขึ้นจนเกิดค่าปกติ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคต้อหิน เช่น ช่องภายในลูกตามีโครงสร้างผิดปกติมาแต่กำเนิด การถูกกระแทกที่ดวงตาอย่างรุนแรง ม่านตาอักเสบ เลนส์ตาบวมน้ำ หรือเกิดจากการใช้ยาหยอดตาที่มีสารสเตียรอยด์เป็นระยะเวลานานๆ

แต่เดิมโรคนี้มีคำนิยามว่า “เป็นโรคที่เกิดจากภาวะความดันภายในลูกตา/ความดันลูกตาสูงกว่าปกติ” แต่ในปัจจุบันพบว่า ต้อหินไม่จำเป็นต้องเกิดจากสาเหตุนี้เสมอไป จึงมีการเปลี่ยนคำนิยามของโรคนี้กันใหม่เป็น “โรคที่มีการทำลายเซลล์ประสาทในจอตา/จอประสาทตา (Retina) ไปเรื่อย ๆ ทำให้สูญเสียการมองเห็น และทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของขั้วประสาทตาไป เป็นลักษณะที่เรียกว่า Glaucomatous cupping disc (รอยหวำผิดปกติคือกว้างขึ้น ซึ่งเกิดที่ขั้วประสาทตา) จนเป็นผลทำให้ลานสายตาผิดปกติ”

ต้อหินเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ทำได้เพียงการลดความดันลูกตาให้อยู่ในระดับที่เส้นประสาทตาทนอยู่ได้โดยไม่เสียหายไปมากกว่าเดิม โดยใช้ยาให้เหมาะสมกับชนิดของโรค แต่หากยังไม่สามารถควบคุมโรคได้ ผู้ป่วยจะต้องเข้ารับการผ่าตัดเพื่อลดความดันลูกตา ซึ่งมีทั้งวิธีผ่าตัดแบบธรรมดา และการใช้เลเซอร์สำหรับรักษาต้อหินโดยเฉพาะ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของจักษุแพทย์

อย่าเข้าใจผิด ว่าโรคต้อหินมักเกิดกับผู้สูงอายุเท่านั้น เพราะในความเป็นจริงแล้ว โรคต้อหิน รวมไปถึงโรคต้ออื่นๆ สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย ทางที่ดีที่สุด คนเข้ารับการตรวจสุขภาพตาเป็นประจำทุกปี เหมือนกับการตรวจสุขภาพทั่วไป เพราะถ้าหากตรวจพบโรคเมื่อเริ่มเป็นน้อยๆ ย่อมจะทำให้รักษาได้ทันเวลา และยังเป็นการรักษาประสาทตาให้เสียหายน้อยที่สุด แต่ถ้าหากเราให้มีอาการตามัว หรือว่าสายตาผิดปกติ แล้วจึงค่อยไปพบแพทย์ อาจจะช้าเกินไปแล้วก็ได้

วิธีรักษาโรคต้อหิน
ในผู้ป่วยที่เป็นต้อหินเฉียบพลัน ถ้ามีอาการต้อหินเฉียบพลันเกิดขึ้น (ตาแดง ตามัว และปวดตา) ควรไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลโดยด่วนเพื่อทำการตรวจตาและวัดความดันลูกตา ซึ่งจะพบว่ามีค่าสูงกว่าปกติมาก ซึ่งหากแพทย์วินิจฉัยโรคได้เร็วและให้ยาลดความดันลูกตา ตามด้วยการยิงแสงเลเซอร์ อาการทั้ง 3 อย่างจะหายเป็นปลิดทิ้ง (ยกเว้นสายตาที่เสียไปแล้ว) ผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้โดยไม่ต้องนอนพักในโรงพยาบาลแต่อย่างใด แต่ถ้าผู้ป่วยมาพบแพทย์ช้าเกินไป การรักษาจะยุ่งยากมากขึ้น การยิงเลเซอร์อาจไม่ได้ผลและอาจต้องลงเอยด้วยการผ่าตัด